TOP > ALL > GENERAL > 10 ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี 2019
GENERAL

10 ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี 2019

ย้อนระลึกถึงสุดยอดภาพยนตร์ญี่ปุ่น โบกลาปลายทศวรรษเก่าร่วมกัน

ในโอกาศส่งท้ายปี 2019 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป บรรณาธิการนิตยสารเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นขอนำท่านย้อนความหลังไปกับหลากหลายภาพยนตร์ที่มีความโดดเด่นยิ่ง ทั้งในแง่ของการเล่าเรื่องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แนวการถ่ายทำภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์ และฝีมือการแสดงที่ไร้ที่ติ โดยปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มด้วยสตอรี่สุดอลังการมากมาย ไม่ว่าจะภาพยนตร์สะท้อนความรัก การสูญเสีย การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ความลับขององค์กร จุดตัดของชีวิต ตลอดจน การเลือกเส้นทางชีวิต ทั้งยังเป็นปีที่อัดแน่นไปด้วย ภาพ คอสตูม ฉากแอคชั่น และแนวภาพยนตร์ที่สร้างความประหลาดใจ ความประทับใจแก่ผู้ชมไม่น้อย เราภูมิใจเหลือเกินที่จะกล่าวว่า ภาพยนตร์เหล่านี้ต่างมอบอรรถรสที่เกินความคาดหมายของผู้ชมไว้อย่างแท้จริง ในโอกาสนี้ จึงขอกล่าวถึงภาพยนตร์ส่งท้ายทศวรรษที่สองแห่งศตวรรษที่ 21 รวมบรรดาหนังที่ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ญี่ปุ่น เราหวังเหลือเกินว่า “ปี 2020 จะเป็นปีแห่งเสียงหัวเราะ” ปีที่ความแปลกใหม่ และการต่อยอดพลังสร้างสรรค์แรงบันดาลใจผ่านหน้าจอภาพยนตร์ญี่ปุ่นจะยิ่งประจักษ์ชัดสู่สายตาผู้ชม พร้อมประกาศศักดาความเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นให้โลกรู้มากยิ่งขึ้น บทความในครั้งนี้ จะเป็นการพาท่านต้อนรับทศวรรษใหม่ ด้วยการย้อนระลึกถึง 10 ภาพยนตร์ที่น่าจดจำที่สุดซึ่งเข้าฉายแล้วในปี 2019 ด้วยกัน

1. ฤดูฝัน ฉันมีเธอ (Weathering with You หรือ天気の子)

ภาพยนตร์อนิเมะแนวจินตนิมิตของญี่ปุ่น ผลงานการกำกับของ มาโกโตะ ชิงไก ว่ากันว่า เขาได้คัดองค์ประกอบที่ดีที่สุดจากผลงานบางชิ้นก่อนหน้าของเขามาดัดแปลง ต่อยอดให้ยิ่งชัดเจนในมิติของความอัศจรรย์พันลึกมากขึ้น ฤดูฝัน ฉันมีเธอ เป็นเรื่องราวความรักโรแมนติกของวัยรุ่นที่มาพร้อมเหตุการณ์กึ่งโลกาวินาศซึ่งเป็นฝีมือของตัวละครในเรื่อง มีตัวละครหลักคือ โมริชิมะ โฮดากะ นักเรียนมัธยมปลายปี 1 และ อามาโนะ ฮินะ เด็กกำพร้าที่มีความสามารถพิเศษในการควบคุมสภาพท้องฟ้าอากาศ นอกจากนี้ ยังมีเพลงประกอบภาพยนตร์ของเรื่องซึ่งแต่งโดยวง RADWIMPS วงร๊อกญี่ปุ่นชื่อดัง ช่วยส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถพาผู้ชมอินไปกับธีมหนังที่มีความสลับซับซ้อน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของโลก ความสูญเสีย และความหวัง ช่วยยกระดับหนัง ฤดูฝัน ฉันมีเธอ นี้ให้ยิ่งดูโดดเด่น น่าติดตามค้นหาตลอดเรื่อง ว่ากันว่า ฤดูฝัน ฉันมีเธอ เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงปี 2019

แสดงโดย: ไดโกะ โคทาโร่ และ โมริ นานะ
กำกับโดย: มาโกโตะ ชิงไก

2. Kingdom (キングダム)

หนังที่สร้างจากมังงะ โดยใช้ชื่อเดียวกัน ผลงานของอาจารย์ ยาสึฮิสะ ฮาระ Kingdom เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุครณรัฐตอนปลายของประเทศญี่ปุ่น (ค.ศ. 1467 ถึง ค.ศ. 1568) แม้จะได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของแม่ทัพหลี่ซินที่ร่วมมือกับว่าที่จิ๋นซีฮ่องเต้ในการสู้รบของจีนโบราณ แต่เรื่องราวกลับจบลงด้วยอิสรภาพของผู้คนมากมายยืนยันด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หนังเรื่องนี้กำกับโดย ซาโต้ ชินสุเกะ ผู้ที่อีกด้านหนึ่งเป็นนักออกแบบวิดิโอเกม ผลงานที่เป็นที่รู้จักดีจะเป็นหนังแอคชั่นแฟนตาซี /หนังแนวผจญภัย อย่าง Gantz (2011) หรือ Bleach (2018) และตามมาด้วยหนังเรื่องนี้ Kingdom ยิ่งชี้ชัดว่า เขายังคงฝากผลงานไว้กับหนังในแนวที่เขาถนัด สำหรับหนังเรื่องนี้แล้ว แทนที่จะเป็นหนังแนวชีวประวัติอ้างอิงประวัติศาสตร์สะท้อนความสัตย์ซื่อของบุคคล แต่หนังเรื่องนี้กลับเน้นสาดสปอตไลท์ไปที่ตัวละครต่างๆ ในเรื่องที่มีคอสตูมสีสันสดใส เปล่งประกายความเป็นแฟนตาซี ครบเครื่องด้วยฝีมือการแสดงแอคชั่นสวยงาม สุดอลังการ สร้างสรรค์ไม่ซ้ำแบบใคร จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยที่หนังเรื่อง Kingdom นี้ ได้ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในหนังญี่ปุ่นเรื่องเยี่ยมที่สุดแห่งปี 2019

แสดงโดย: ยามาซากิ เคนโตะ และ โยชิซาวะ เรียว
กำกับโดย: ซาโต้ ชินสุเกะ

3. Masquerade Hotel (マスカレード・ホテル)

หลังเกิดเหตุฆาตรกรรมสะเทือนขวัญหลายครั้งหลายคราในเมืองหลวง นักสืบ นิตตะ โคซุเกะ ได้พบว่า การฆาตรกรรมครั้งต่อไปนี้น่าจะเกิดขึ้นที่โรงแรมขนาดใหญ่อย่าง คอร์เตเซีย โตเกียว เขาจึงแฝงตัวเข้าไปทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรมแห่งนั้น ที่นี่ เขาได้ปะทะกับหัวหน้างานของเขา ยามากิชิ นาโอมิ และแขกของโรงแรมหลายคน เนื่องด้วยบุคคลิกหุนหันพลันแล่นของเขา นาโอมิได้สอนโคซุเกะเกี่ยวกับการตัดลดความหยาบกร้านบางอย่างออกไป จุดนี้นี่เองที่เงื่อนงำเหตุฆาตรกรรมได้พลิกผันเป็นบทเรียนว่าด้วยศิลปะของการต้อนรับบริการ โดยในภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า โอโมเทะนาชิ คำซึ่งเล็งถึงศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งของชาวญี่ปุ่น และยังเป็นคำที่รู้จักกันดีในช่วงที่กรุงโตเกียวได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูร้อนปี 2020 เป็นหนังที่ผสมผสานบุคลิกที่สนุกสนานและสดใสของตัวละครรองไว้ให้ผู้ชมได้ครื้นเครง สร้างจากนวนิยายขายดี ผลงานอาจารย์งานเขียนแนวลึกลับของ ฮิงาชิโนะ เคอิโกะ Masquerade Hotel ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในหนังเพียงไม่กี่เรื่องที่เข้าฉายในปี 2019 ที่สามารถมอบทุกอรรถรสแก่ผู้ชมไว้ได้ในคราวเดียวกัน ทั้งความเร้นลับ ความสนุกสนาน และการประลองความคิด

แสดงโดย: คิมุระ ทาคุยะ และ นางาซาว่า มาซามิ
กำกับโดย: ซุซุกิ มาซายุกิ

4. Fly Me to the Saitama (翔んで埼玉)

ไม่เป็นที่แปลกใจเลย หากหนังเรื่อง Fly Me to the Saitama จะกลายหนังที่ครองใจผู้ชมชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก เนื่องจากหนังเรื่องนี้เต็มด้วยมุกตลกแบบญี่ปุ่นจัด ชนิดที่ชาวต่างชาติหลายคนไม่อาจเข้าถึงได้นั่นเอง แม้ธีมหลักของหนังเรื่องนี้จะเล่าถึงการที่ผู้คนซึ่งเกิดและโตในสมัยเอโดะมักดูถูก ดูแคลนผู้คนในจังหวัดใกล้เคียงอย่างไซตามะ แต่สามารถจบท้ายเรื่องราวอย่างลงตัวและมีกึ๋นชนิดที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายกลุ่มมาเข้าหากันได้ การดำเนินเรื่องชวนให้ผู้ชมอาจลืมไปชั่วขณะว่า กำลังรับชมหนังญี่ปุ่นอยู่ เป็นหนังที่ถูกนำเสนอออกมาเกินจริงสุดโต่ง ไล่เรียงเรื่องราวในสภาวะที่ประเทศญี่ปุ่นเกิดความผันผวน ผู้คนแต่งกายแบบคาบูกิหรือแบบโอเปร่า มีฉากที่คนถูกกดขี่ข่มเหงจากในไซตามะต้องการใบผ่านทางพิเศษเพื่อเข้าสู่เมืองหลวง ในมุมแห่งความเย้ยหยันที่ว่า ปัญหาระหว่างโตเกียวกับไซตามะอาจทำให้ผู้ชมลืมว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น และอาจพาให้นึกถึงใครบางคนในชีวิตที่เคยได้ดูถูก ดูแคลนผู้คนที่เดินทางมาจากชนบทอันห่างไกล ทาเคอุจิ ฮิเดกิ ผู้กำกับ Thermae Romae คาดหวังว่า Fly Me to the Saitama จะเป็นหนังแอคชั่นบันเทิงคลายเครียดที่ดำเนินเรื่องไปอย่างรวดเร็ว จนผู้ชมไม่อาจละสายตาจากหน้าจอภาพยนตร์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

แสดงโดย: นิไกโดะ ฟูมิ และ แก๊กต์
กำกับโดย: ทาเคอุจิ ฮิเดกิ

5. The Confidence Man JP (コンフィデンスマンJP)

สร้างจากรายการทีวีโชว์สุดฮิต โดยใช้ชื่อเดียวกัน ดำเนินเรื่องโดยกลุ่มศิลปินมากฝีมือ มีตัวละครนำคือ นักต้มตุ๋นอัจฉริยะ นามว่า ดาโกะ รับบทโดยนางาซาว่า มาซามิ The Confidence Man JP จะนำผู้ชมพบกับแก๊งค์ต้มตุ๋นในฮ่องกง ที่พยายามโจรกรรมเพชรจากบอสใหญ่ ผู้ชมจะได้เห็นทุกเรื่องราวที่เคยปรากฎในซีรีย์ผ่านจอภาพยนตร์นี้ แต่ในรูปแบบที่ขยายใหญ่ เร้าใจกว่าเดิม ด้วยแกนของเรื่องที่ใหญ่กว่า ฉากแอคชั่นเหนือชั้น และซับซ้อนกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น แม้เป็นคอหนังรายใหม่ยังสามารถเข้าถึงโลกของดาโกะได้ไม่ยาก ด้วยองค์ประกอบรวมและบุคคลิกของตัวแสดงหลักซึ่งจะเห็นได้ตั้งแต่ไม่กี่นาทีแรกที่หนังดำเนินไป ไม่เว้นแม้แต่นักแสดงนำหญิงที่จัดเต็มในฉากการโจรกรรมสุดลุ้นระลึกตื่นเต้นและฉลาดปราดเปรื่อง ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในหนังเรื่อง The Confidence Man JP แล้ว

แสดงโดย: นางาซาว่า มาซามิ และ ฮิงาชิเดะ มาซาฮิโระ
กำกับโดย: ทานากะ เรียว

6. Ossan’s Love: Love or Dead (おっさんずラブ LOVE or DEAD)

หนังภาคต่อของซีรีย์ทางทีวีเรื่อง Ossan’s Love ผลงานการกำกับของ รุโตะ โทอิชิโระ สอดแทรกบางสิ่งที่หาดูได้ยากจากหนังญี่ปุ่นทั่วไป นั่นก็คือ ความตลกขบขันแบบมีรสนิยมผ่านเรื่องราวรักร่วมเพศ สำหรับเรื่อง Ossan’s Love: Love or Dead นี้ได้ ทานากะ เคอิ มารับบทเป็น ฮารุตะ พนักงานออฟฟิสที่โชคดีได้พบรักในที่ทำงาน ซึ่งในที่สุดเค้าก็เปิดใจรับการมีรักร่วมเพศและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับเพื่อนร่วมงานอย่าง มากิ ทว่า ความซับซ้อนของเรื่องได้เกิดเมื่อขึ้น มากิถูกย้ายให้ไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ และความรักเก่าครั้งเก่าของฮารุตะ กับบอส อย่างคุโรซาว่า ได้ก่อตัวขึ้น จนเกิดตกหลุมรักลูกน้องหนุ่มอีกครั้ง Ossan’s Love กลายเป็นหนังแนวคอมมาดี้ที่แจ้งเกิดแบบสายฟ้าแล่บชนิดที่คอหนังไม่ควรพลาดชม และยังได้ขึ้นกระดานรายชื่อหนังแนวรักร่วมเพศเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย

แสดงโดย: ทานากะ เคอิ, ฮายาชิ เคนโตะ และ โยชิดะ โคทาโระ
กำกับโดย: รุโตะ โทอิชิโระ

7. Hit Me Anyone One More Time (記憶にございません!)

หลังจากที่ เคซุเกะ คุโรดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้ที่ประชาชนไม่ปลื้มนักได้ถูกปาก้อนหินใส่หัว ทำให้เขาต้องสูญเสียความทรงจำไป เลขาฯ ของคุโรดะจึงลุกขึ้นมาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับมิให้โลกรู้ แต่ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น ยังมีเรื่องน่ายินดีอยู่ไม่น้อย นั่นเพราะคุโรดะที่ความจำเสื่อมนั้นต้องการเริ่มต้นทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากเขาคนเก่า และเลือกทำในสิ่งที่ดีกว่าเพื่ออนาคตของประเทศชาติ นอกจากในมุมการเมืองแล้ว ความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้จากหนังเรื่องนี้ คือ ความขบขันและตลกเปิ่นของตัวละครนั่นเอง แม้ในหลายช่วงของหนังจะระคนด้วยความตลกร้าย แต่ยังสอดแทรกข้อคิดเตือนใจถึงผู้ชมไว้ด้วยว่า เราทุกคนต่างมีโอกาสที่สองในชีวิตเสมอ ส่วนนี้เองที่ต้องปรบมือเป็นพิเศษให้กับฝีมือการกำกับของ มิทานิ โคกิ ที่สามารถถ่ายทอดข้อคิดนั้นออกมาได้อย่างลงตัว มีชั้นเชิง เพราะต้องเคล้าคลอการปล่อยมุขตลกฮาสนั่นอย่างไม่ขาดสายตลอดเรื่อง

แสดงโดย: นากาอิ คิอิจิ และ ดีน ฟูจิโอกะ
กำกับโดย: มิทานิ โคกิ

8. ความแค้นของมิวทู อีโวลูชัน (ミュウツーの逆襲 EVOLUTION)

“ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าใครจะเกิดมาอย่างไรนั้นไม่ได้สำคัญเลย สำคัญ คือ เธอจะใช้สิ่งที่ติดตัวเธอมาทำอะไรบ้าง เพราะนั่นจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เธอจะเป็นต่างหาก” คำกล่าวที่ฟังดูคล้ายคำพูดของนักกิจกรรมทางการเมืองผู้ทรงอิทธิพลได้เอ่ยไว้โดยโปเกม่อน มิวทู ในฉบับแปลภาษาอังกฤษของภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกของปี 1998 ที่มีการซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นหนัง ด้วยหลากหลายฉากตอนที่น่าจดจำเช่นที่ยกมานี้ ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่หนังซึ่งมีอายุร่วม 20 ปีนี้ได้ถูกนำมารื้อทำใหม่ในปี ค.ศ. 2019 โดยเป็นการสร้างแอนิเมชันจากคอมพิวเตอร์ แม้จะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ใดจากพล๊อตเรื่องเดิมนัก แต่การนำมาสร้างใหม่นี้มีการอาศัยเทคโนโลยี CGI เพื่อปรับปรุงฉากสำคัญบางฉาก (เช่น ในฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้าย) ทั้งเพิ่มความมันในฉากแอคชัน การเคลื่อนไหว และชีวิตตัวละครให้เป็นเรื่องราวที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ด้วยเหตุนี้ แม้แต่แฟนหนังรุ่นเก่ายังได้สัมผัสกับอรรถรสใหม่จากหนังเรื่องนี้ จนอดไม่ได้ที่ต้องตกหลุมรักหนังเรื่องนี้อย่างหมดใจอีกครั้ง

แสดงโดย: ริกะ มัตสึโมะโตะ และ อิคุเอะ โอทานิ
กำกับโดย: คุนิฮิโกะ ยูยามะ และ โมโตโนริ ซาคาคิบาระ

9. Whistleblower (七つの会議)

หนังที่สร้างจากนวนิยาย ผลงานการเขียนของ จุน อิเคโดะ นักเขียนผู้เชี่ยวชาญแนววางแผนคบคิดในองค์กร Whistleblower เป็นเรื่องราวการร่วมกันวางแผนคบคิดที่ดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีธีมหนังที่สะท้อนวัฒนธรรมการทำงานบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ถ่ายทอดเรื่องราวเกิดขึ้นกับคนทำงานวงใน เผยให้เห็นถึงความลับของบริษัทย่อยระดับกลางและความดราม่าที่ซ่อนอยู่ในแต่ละตัวละคร ให้ธีมหนังที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ตอนที่หัวหน้างานตำหนิลูกน้องเสียงดังต่อหน้าพนักงานคนอื่นที่เหลือ เหตุเพราะลูกน้องคนนั้นไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าและการที่ใครบางคนถูกคว่ำบาตรเหตุเพราะละทิ้งงานจากตารางเวลาที่กำหนดไว้ นี่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของด้านมืดหลายๆ ด้านที่มีอยู่จริงในโลกของการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นซึ่งผู้ชมจะได้เข้าถึงและอินไปกับหนังเรื่องนี้ ทั้งยังมีเรื่องของการร่วมการปกปิดความผิดซึ่งเป็นตัวชงให้พล๊อตเรื่องดำเนินต่อไป โดยไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้ คือ รายละเอียดเล็กน้อยที่พาให้ผู้ชมรับรู้ เข้าใจ และเข้าถึงโลกของการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นที่ซึ่งพนักงานต้องข่มอารมณ์ของตนไว้ไม่แสดงออก ทั้งที่ภายในสุมไฟคุกกรุ่น หนังเรื่องนี้แสดงโดยนักแสดงมากฝีมือ บ้างเป็นนักแสดงระดับตำนานที่ฝากผลงานชิ้นโบว์แดงไว้มากที่สุดของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังสะท้อนชีวิตจริงที่เจ็บปวดและทรงคุณค่าที่สุดแห่งปี

แสดงโดย: มันไซ โนมุระ, เทรุยูกิ คางาวะ และ มิตสึฮิโระ โออิกาว่า
กำกับโดย: คะซึโอะ ฟุกุซะวะ

10. The Great War of Archimedes (アルキメデスの大戦)

ในช่วงไม่นานก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นขึ้น ยามาโตะ เรือรบลำใหญ่ของญี่ปุ่น เรือซึ่งมีแสงยานุภาพร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างเรือมาในประวัติศาสตร์ ด้วยขนาดเรือที่มากถึง 72,800 ตัน ถือเป็นเรือที่มีน้ำหนักมากที่สุดในเวลานั้น The Great War of Archimedes เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงการถือกำเนิดของเรืออสูรกายลำนี้ เนื้อหาเอนเอียงไปทางหลักวิทยาศาสตร์สะท้อนผ่านตัวละครหลักของเรื่องอย่างอัจฉริยะบุคคลทางคณิตศาสตร์ รับบทโดยมาซากิ ซูดะ สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์ชวนติดตามคือ ความสมบทบาทของยุคสมัยที่ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังแนวระทึกขวัญสืบสวนสอบสวน เกี่ยวกับการวางแผนลับในกองทหารที่ข้องเกี่ยวกับต้นทุนการสร้างเรือรบยามาโตะ หากจะโฟกัสไปที่พล๊อตเรื่องที่แต่งขึ้นมานี้ หนังเรื่องนี้ยังมีทีเด็ดในการพาผู้ชมก้าวพ้นความน่ากลัว สยดสยองของสงคราม แต่อิ่มเอมกับอรรถรสความบันเทิงผ่านการดำเนินเรื่องในการสร้างดาวมรณะในชีวิตจริงของผู้คน เป็นหนังอีกเรื่องที่คอหนังไม่ควรพลาดชม

แสดงโดย: มาซากิ ซูดะ และ ฮิโรชิ ทาจิ
กำกับโดย: ทาคาชิ ยามาซากิ

ทั้งหมดนี้ มีเรื่องใดเป็นหนังสุดโปรดของท่านในปี 2019 บ้างหรือไม่ หากท่านได้ดูครบทุกเรื่องแล้ว ขอให้ท่านได้แชร์ความคิดเห็นของท่านมายังเรา นอกจากนี้ ท่านสามารถค้นดูข้อมูลวัน สถานที่ และตารางฉายของเทศกาลภาพยนตร์ญี่ปุ่นครั้งถัดไปในประเทศของท่าน ได้จากที่นี่

บทความโดย Cezary Strusiewicz

RECOMMEND POSTS

ページトップへ