TOP > ALL > ANIMATION > ความสุขเหนือกาลเวลาของ Studio Ghibli
ANIMATION

ความสุขเหนือกาลเวลาของ Studio Ghibli

ขอให้ทุกท่านนึกภาพเด็กน้อยจิโระ (Jiro) ตัวละครเอกของเรากำลังข้ามหลังคาบ้านของตนเองอย่างคล่องแคล่วขึ้นไปยังเครื่องบินที่มีปีกราวกับนก เมื่อเด็กน้อยตะกายเข้าไปยังห้องนักบินได้แล้ว เขาได้หมุนใบพัด จากนั้นลมเริ่มหอบตัวเครื่องบินขึ้นจากฐานค้ำ เมื่อเครื่องบินทยานขึ้นฟ้า เสียงเพลงดังขึ้นพร้อมเสียงพิณบรรเลงเพียงลำพัง ทันใดนั้นเสียงดนตรีที่ชวนให้รู้สึกอ่อนหวานเบิกบานใจได้แปรเปลี่ยนเป็นการบรรเลงของวงออร์เคสตรา ชนบทของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยแสงอาทิตย์อันอบอุ่น เมื่อจิโระบินอยู่บนฟากฟ้าเหนือทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชนบทแห่งนี้ เขาบินต่อไปจนทั่วเมือง ผ่านแต่ละสถานที่ที่มีทัศนียภาพอันงดงามกว่าเมื่อก่อนมาก

หลังจากนั้นทุกอย่างเงียบลง เรือบิน Zeppelin ลำโตเผยโฉมบดบังดวงอาทิตย์ราวเกิดสุริยุปราครา จิโระเร่งเครื่องบินมุ่งหน้าไปดูให้รู้ว่า สิ่งนั้นคืออะไร ทันใดนั้นดวงตาของเขาเบิกโตทะลุแว่นหนาคู่นั้นจนทำให้เขาไม่สามารถควบคุมเครื่องบินต่อไปได้ เครื่องบินลำงามของ จิโระ กระแทกเข้ากับโครงข้างหนึ่งของ Zeppelin จนแตกละเอียด เขาถูกเหวี่ยงตกลงมาไม่มีท่า เอื้อมมือไขว่คว้าอย่างสิ้นหวัง จากนั้นไม่นานเขาก็ตื่นขึ้น

เหล่านี้ คือ ฉากเปิดของภาพยนตร์เรื่อง The Wind Rises (2013) สิ่งซึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกหลงใหลในค่ายหนัง Studio Ghibli ขึ้นมา โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าฉากนี้ได้สะท้อนความสำเร็จของ Studio Ghibli ที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 35 ปีอย่างแท้จริง โลกที่เหมือนฝันของ Ghibli ทำให้เราได้รู้สึกถึงความอัศจรรย์ตลอดมา ในขณะเดียวกันเขาไม่เกรงกลัวที่จะเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงที่โหดร้าย แม้ว่ามันจะหมายถึงการต้องยอมสูญเสียความงดงามไปก็ตาม

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา Ghibli ได้ก้าวสู่การเป็นสตูดิโอชั้นนำระดับโลกที่ผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่มีการใช้ภาพวาดด้วยมือ คงเป็นไปไม่ได้เลยหากจะพูดถึงความสำเร็จของ Ghibli โดยไม่พูดถึงหัวหอกคนสำคัญทั้งสองท่านอย่าง คุณอิซาโอะ ทาคาฮาตะ (Isao Takahata) และ คุณฮายาโอะ มิยาซากิ (Hayao Miyazaki) โดยเฉพาะท่านหลังที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของค่ายไปแล้วในเวลานี้

จุดเริ่มต้นแห่งยุคสมัย

จากการพบกันครั้งแรกเมื่อครั้งทำงานที่บริษัท Toei Animation คุณทาคาฮาตะจะสานต่อการผลิตภาพยนตร์ของคุณมิยาซากิที่เคยทำไว้เมื่อครั้งตอนเป็นนักศึกษาปีสองเรื่อง Nausicaa of the Valley of the Wind ในปี 1984 โดย Nausicaa ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากการค้นคว้าข้อมูลอย่างเต็มไม้เต็มมือเกี่ยวกับผลกระทบของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอันยาวนานของทั้งสองท่านก็ว่าได้ รายละเอียดที่ใส่ลงไปในภาพและการดำเนินเรื่องล้วนเป็นสิ่งที่อดไม่ได้ที่จะปรบมือให้เป็นพิเศษ นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนับว่าเป็นการทำงานร่วมกันครั้งแรกระหว่าง คุณมิยาซากิ และนักเขียนบทระดับตำนานอย่าง คุณโจ ฮิซาอิชิ (Joe Hisaishi) ผู้แต่งบทภาพยนตร์ทุกเรื่องของ Miyazaki นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากความสำเร็จทางการเงินของภาพยนตร์เรื่อง Nausicaa คุณมิยาซากิ คุณทาคาฮาตะ และอีกหลายท่านได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Studio Ghibli ขึ้นในปี 1985 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อความภักดีที่มีต่องานศิลปะแนวแอนิเมชั่นจากภาพวาดด้วยมือ โดย Ghibli เริ่มครองตลาดในประเทศอย่างรวดเร็วในยุค 80 ไล่มาถึงต้นยุค 90 ผ่านภาพยนตร์หลากหลายเรื่อง อาทิเช่น Laputa: Castle in the Sky (1986), Kiki’s Delivery Service (1989) และ Porco Rosso (1992) ทำผลงานได้ดีเกินคาดทั้งในแง่ของเสียงชื่นชมและรายได้ จนสตูดิโอเล็กๆ แห่งนี้ ได้กลายเป็นที่จับตามองของคนทั่วโลกในที่สุด

การซื้อขายภาพยนตร์กับทางดิสนีย์ในช่วงกลางยุค 90 ทำให้ผู้ชมจากโลกตะวันตกได้รู้จักภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่นแขนงนี้ ที่สำคัญที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง Princess Mononoke (1997) เป็นภาพยนตร์จากค่าย Studio Ghibli เรื่องแรกที่ได้ออกฉายในสหรัฐอเมริกา ยังผลให้แอนิเมชั่นของค่าย Studio Ghibli มีฐานคนดูที่แน่นขนัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความสำเร็จของ Studio Ghibli ก้าวถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2001 ด้วยมหากาพย์ภาพยนตร์แฟนตาซีเรื่อง Spirited Away ซึ่งได้กลายเป็นและยังคงเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดที่ออกฉายในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้ง ยังได้รับรางวัล Academy Award สาขาภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดเยี่ยมรายเดียวจากญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้ Spirited Away ได้เปิดประตูสู่คนดูรุ่นใหม่ๆ

กล่าวได้ว่า ภาพยนตร์ของ Ghibil มีคุณภาพไม่ตกยุค และทำให้คนทุกวัยสามารถเข้าถึงได้ ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถกระตุ้นความทรงจำ ปลุกอารมณ์ และเหนือสิ่งอื่นใดยังปลุกความรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ในโลกรอบตัว ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างยอดเยี่ยมละเมียดละไมผ่านตัวละคร

ความฝันแห่งท้องฟ้าและการบิน

ในภาพยนตร์ของคุณมิยาซากิ ตัวละครเอกผู้อ่อนเยาว์มักจ้องมองดูท้องฟ้าด้วยความอัศจรรย์ใจ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตัวละครของเขาจะทำให้เราได้เห็นถึงความมหัศจรรย์นี้ผ่านการโบยบิน

พ่อของคุณมิยาซากิประกอบกิจการบริษัทผลิตอะไหล่ชิ้นส่วนเครื่องบินรบญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความรู้สึกผิดของคุณมิยาซากิต่อการค้ากำไรเกินควรในช่วงภาวะสงครามของครอบครัวของเขาส่งผลให้เขามีมุมมองต่อต้านความรุนแรง ในขณะเดียวกันความรู้สึกผิดนี้ได้หล่อเลี้ยงความหลงใหลของเขาที่มีต่อศาสตร์และศิลป์ในการบินรวมทั้งอากาศยาน ที่ถูกนำมาใส่เป็นใจความสำคัญในภาพยนตร์เกือบทุกเรื่องของเขา สะท้อนให้เห็นได้จากตัวละครที่มีความสุขเมื่ออยู่บนท้องฟ้า เรือเหาะในภาพยนตร์ของ Ghibli จะมีความสง่างามอย่างเห็นได้ชัด ในทางกลับกัน จะมีการเขียนภาพเรือเหาะในโทนสีเทา ลักษณะซอมซ่อใหญ่โตมโหฬาร หรือมีความเกรอะกรังบนฉากที่สวยงามไม่มีที่ติ ความตึงเครียดระหว่างความสวยงามและความผุพังเป็นสิ่งที่จะพบได้บ่อยจากผลงานส่วนใหญ่ของค่าย Ghibli ซึ่งบ่อยครั้งที่ความตึงเครียดนี้ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ตรงของผู้สร้างภาพยนตร์นั่นเอง

สำหรับคุณทาคาฮาตะแล้ว ประสบการณ์ของเขาที่ต้องเอาตัวรอดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเห็นได้ชัดเจนผ่านผลงานชิ้นเอกอย่างภาพยนตร์เรื่อง Grave of the Fireflies (1988) แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมส่วนตัว ความทุกข์ทนของ เซตะ (Seita) และ เซ็ทสึโกะ (Setsuko) ก็ยังผ่อนคลายลงบ้างด้วยช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานร่าเริง ความหวัง และความอัศจรรย์ใจ การตายก่อนวัยอันควรของพวกเขาทำให้เห็นถึงชะตากรรมอันเลวร้ายของชีวิตวัยเด็กในภาวะสงครามได้เป็นอย่างดี

เกี่ยวกับเครื่องบินนั้น คุณมิยาซากิได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของเครื่องบินโดยสื่อออกมาในรูปแบบของงานศิลปะที่เคียงคู่มากับการเป็นยุทโธปกรณ์ ดังเช่นที่ จีโอแวนนี่ คาโพรนี่ (Giovanni Caproni) กล่าวไว้ในภาพยนตร์เรื่อง The Wind Rises ว่า “ความฝันของการบินเหมือนต้องคำสาบ” ในที่สุดแล้วผลงานศิลปะทั้งของ คาโพรนี่ และของ จิโระ ก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างสูง ความฝันของทั้งคู่กลับผิดแบบผิดแผนไป ตัวละครอย่าง จิโระ มักจะพบว่าตนเองมีความก้ำกึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองด้าน บางที นี่อาจเป็นวิธีการที่คุณยามาซากิกำหนดเส้นไว้ระหว่างความเพ้อฝันและความเป็นจริงก็เป็นได้ ทำให้เราได้เห็น สภาวะท่ามกลางแนวคิดทั่วไปได้ถูกดึงมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ของเขาอย่างชัดเจน

ธรรมดาแห่งการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต

ในภาพยนตร์เรื่อง Kiki’s Delivery Service กีกิ (Kiki) เข้าพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวสู่การเป็นแม่มดที่ต้องพึ่งพาตนเอง
ในช่วงแรกเธอต้องดิ้นรนใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีพ่อแม่คอยอบรมชี้นำ ยิ่งไปกว่านั้นเธอไม่สามารถที่จะปรับตัวเนื่องจากความแตกต่างระหว่างคาถาเวทมนต์ยุคเก่ากับคาถาสมัยใหม่ได้ ส่วนในภาพยนต์เรื่อง Princess Mononoke อะชิทากะ (Ashitaka) ได้พบว่าตนเองบอบช้ำจากการทำสงครามระหว่าง 2 กองทัพซึ่งไม่มีทางที่จะหาความสงบสุขได้เลย ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Spirited Away ชิฮิโระ (Chihiro) ต้องตกอยู่ในชะตากรรมระหว่างความเป็นและความตาย การเดินทางของเธอเริ่มต้นขึ้นโดยบังเอิญจากเหตุที่ครอบครัวต้องย้ายบ้าน อันเป็นสถานที่แห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตในวัยเด็กครั้งสำคัญของเธอ

เรามักจะพบว่าตัวเราเองอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ หรือการเริ่มทำงานครั้งแรก การเปลี่ยนแปลงมักว่ายวนอยู่ในชีวิตของเราเสมอไม่ต่างจากตัวละครของ Studio Ghibli บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งในตัวเองของตัวละครเหล่านี้โดดเด่นชัดเจนขึ้นมาก็เป็นได้
การที่คุณทาคาฮาตะและคุณมิยาซากิใช้ความทรงจำของพวกเขามาสร้างสรรค์เรื่องราวที่บ่งบอกถึงความเป็นธรรมดาของโลก โดยใจความหลักของภาพยนตร์จากค่าย Studio Ghibil ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงวิถีทางและความยากแค้นในวัยเด็ก ตลอดจนช่วงเวลามหัศจรรย์ที่ปะปนมาในความยากลำบากของเรา

เมื่อย้อนกลับไปยังฉากเปิด เช่นเดียวกับความฝันของจิโระ จริงอยู่ที่เราไม่อาจคาดหวังให้ชีวิตของเราเป็นชีวิตที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบได้ แต่กระนั้น ผลงานของค่าย Studio Ghibli ได้สอนให้เราได้รู้ว่า ความลำบากที่เราเผชิญในชีวิตจริงสามารถก่อเกิดช่วงเวลาแห่งความสวยงามแม้เพียงสั้นเหล่านั้นให้มีความอัศจรรย์มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมได้

โดย Charlie Chua

RECOMMEND POSTS

ページトップへ