TOP > ALL > GENERAL > หลากหลายเหตุผลที่ผู้ชมควรติดตามผลงานการกำกับของโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องหนึ่งเรื่องใด
GENERAL

หลากหลายเหตุผลที่ผู้ชมควรติดตามผลงานการกำกับของโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องหนึ่งเรื่องใด

สัมพันธภาพในครอบครัว กลุ่มคนที่สังคมมองข้าม และการค้นหาความจริงจากความว่างเปล่า เหล่านี้ คือ บางส่วนของธีมหนังแนวถนัดของผู้กำกับมือทองของประเทศญี่ปุ่น

หากมองย้อนไปถึงปีที่ผ่านมา ถือได้ว่า ปี พ.ศ. 2561 เป็นปีที่มีเหตุการณ์สำคัญ​หลายอย่างเกิดขึ้นกับวงการหนังญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของนักแสดงระดับตำนานอย่าง คิริน คิคิ และ ฮารูเอะ อากางิ ผู้จารึกผลงานดังมากมายไว้ในอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น แต่ในอีกฟากหนึ่ง เราก็ได้เห็นว่า ปีที่ผ่านมามีหนังเรื่องเยี่ยมหลายเรื่องที่ออกสู่สายตาผู้ชมและประสบความสำเร็จชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวซินเดอเรลล่าอย่าง วันคัทซอมบี้งับๆๆๆ (One Cut of the Dead)​ หนังซอมบี้ต้นทุนแสนต่ำแต่กลับทำเงินมหาศาล หนังก็อดซิลล่าแนวอานิเมะ 2 เรื่องใหม่ (ก็อตซิลล่า สงครามใกล้ปะทุ และ ก็อตซิลล่า The Planet Eater)​ และ Code Blue: The Movie หนังที่ทำกำไรมากกว่า 9.22 พันล้านเยน ติดอันดับ 1 ของรายได้จากการขายตั๋วหนัง (Box-office revenue) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับวงการหนังญี่ปุ่นแล้ว ยังมีอีกข่าวใหญ่ที่น่ายินดียิ่งอย่างมิอาจปฏิเสธได้ทั้งในและต่างประเทศ คือ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หนัง Shoplifters หรือชื่อภาษาไทยว่า ครอบครัวที่ลัก (ชื่อภาษาญี่ปุ่น คือ มังบิคิ คาโซคุ)​ ได้ขึ้นแท่นเป็นหนังที่พาโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ คว้ารางวัลใหญ่ที่สุดบนเวทีเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี พ.ศ. 2561 อย่างรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) มาครองได้สำเร็จ ชัยชนะนี้ไม่เพียงดึงดูดคอหนังทั่วโลกให้หันมาสนใจภาพยนตร์ญี่ปุ่น แต่ยังเป็นบรรยากาศที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วนับตั้งแต่สมัยของอากิระ คุโรซาว่า รางวัลนี้ยังถือเป็นบทพิสูจน์ฝีไม้ลายมือของโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ในฐานะผู้กำกับชื่อก้องเจ้าของผลงานการกำกับที่โดดเด่นและแตกต่างจากหนังเรื่องอื่นอย่างสิ้นเชิง เขาสามารถเชื่อมโยงผู้ชมให้มาอยู่จุดเดียวกัน ทั้งสามารถสะกดสายตาผู้ชมนับล้าน จนเกิดเป็นกลุ่มแฟนคลับที่เหนียวแน่น ผู้ชมจะได้เห็นเรื่องราวการดำเนินชีวิตของผู้คนในรูปแบบต่างๆ กัน ผ่านหนังของโคเรเอดะ ถือเป็นอีกหนึ่งกำไรที่ได้จากการชมหนังของเขา

ท่านจะตกหลุมรักในเสน่ห์​หนังของโคเรเอดะเป็นแน่ เนื่องจากหนังของเขาเป็นหนังที่เผยมุมมองใหม่ให้ผู้ชมได้ย้อนค้นหาตัวเองตลอดการถ่ายทอดเรื่องราวในหนัง คำถามว่า “นี่ คือ อะไรกัน” จึงกลายเป็นคำถามติดปากสำหรับผู้ชมหนังของเขา โคเรเอดะได้แสดงออกถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการทำให้โลกรู้จักถึงอีกซอกมุุมหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นด้านมุมที่ไม่ใครกล้าเปิดเผย จนอาจเรียกว่าเป็น หนังขั้วตรงข้าม ก็ว่าได้ ความมุ่งมั่นของเขาที่สะท้อนผ่านหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่านี้ได้พาเราสัมผัสมิติที่ลึกลงไปในโลกแห่งความจริงของชีวิต ความกล้าหาญในการก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษา วัฒนธรรม ความท้าทายใหม่ในชีวิต อารมณ์ความอ่อนไหวของมนุษย์โลก ความจริงของชีวิตที่ประดังประเดเข้ามาผ่านแต่ละฉากในหนัง ทำให้ผู้ชมให้คำจำกัดความหนังของโคเรเอดะไปต่างๆ นาๆ แต่ สิ่งที่แน่ใจได้ คือ ผู้ชมจะได้ด่ำดิ่งไปกับความจริงของชีวิตในทุกมิติ ทุกอรรถรส ผ่านฝีมือการกำกับของเขาอย่างแน่นอน โคเรเอดะไม่หยุดที่จะเฟ้นหาธีมหนังอื่นที่จะสร้างชื่อและเป็นที่เล่าขานกันต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น ขอย้ำว่า เรื่องราวสัมพันธภาพในครอบครัว กลุ่มคนที่สังคมมองผ่าน และการค้นหาความจริงจากความว่างเปล่าเหล่านี้ เป็นเพียงบางส่วนของธีมหนังแนวถนัดของผู้กำกับมากฝีมืออย่างโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ที่จะชวนให้ทุกท่านติดตามรับชมผลงานของเขาต่อไป

อะไรคือสิ่งที่ช่วยเติมเต็มชีวิตครอบครัว

ธีมหนังเจ้าประจำของโคเรเอดะ คือ ธีมครอบครัว มุ่งนำเสนอแต่ละซอกหลืบของสามัญชนคนทั่วไป ผู้ชมจึงจะไม่ได้เห็นฉากเรียลแอกชั่น ไม่มีเสียงระทึก ไม่มีสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ และไม่มีการเปลี่ยนพล็อตเรื่องแบบฉับพลัน ดังเช่นที่เราเห็นในหนังญี่ปุ่นส่วนมาก หนังของโคเรเอดะยังเป็นหนังที่ชวนให้ผู้ชมจูงมือคนในครอบครัวไปรับชมด้วยกัน เนื่องจากเป็นหนังที่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้ทุกคนในครอบครัวได้ร่วมใจกันก้าวข้ามอุปสรรคปัญหา อารมณ์ความอ่อนไหว และเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในชีวิตไปด้วยกัน

หนังเรื่อง Our Little Sister (สร้างมาจากมังงะ ในฉบับการ์ตูนมีชื่อว่า Umimachi Diary)​ เป็นอีกเรื่องที่เป็นหนังแนวครอบครัว ถ่ายทอดเรื่องราวของพี่น้องสามใบเถาที่เติบโตและใช้ชีวิตธรรมดามาด้วยกันในบ้านหลังใหญ่ที่พ่อกับแม่ซึ่งหย่าร้างกัน เหลือทิ้งไว้ให้ หนังเรื่องนี้เปิดฉากด้วยภาพพิธีงานศพของพ่อที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานถึง 15 ปี ชายที่พวกเขาคิดตำหนิว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวที่เคยอยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูกต้องแตกสลายไป พ่อของพวกเธอได้พบรักกับผู้หญิงอีกคน และตัดสินใจไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้หญิงคนนั้น ทิ้งลูกสาวสามคนไว้ให้อยู่โดดเดี่ยว เดียวดาย ที่งานศพ พวกเขาได้พบกับ ซึสุ เด็กสาวอายุ 15 ปี ลูกสาวที่เกิดจากการแต่งงานครั้งที่สองของพ่อกับผู้หญิงคนใหม่นั้น ซึ่งก็คือ น้องสาวต่างมารดาของพวกเธอนั่นเอง หนังเรื่องนี้ได้เล่าถึงเหตุการณ์หลังจากที่ซึสุตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่กับพี่สาวทั้งสามคน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะพี่น้องสี่ใบเถา ตลอดการดำเนินเรื่อง เราจะได้ถึงโจทย์ชีวิต ความวิตกสงสัย และข้อจำกัดที่แต่ละคนมี สะท้อนโลกความเป็นจริงของมนุษย์เรา

หนังเรื่องนี้ให้คำนิยามของคำว่า ครอบครัวที่แท้จริงได้เป็นอย่างดีจากหลากหลายด้านมุม ตัวละครที่เล่นบทบาทแม่ แต่มิใช่แม่ที่แท้จริง (เนื่องจากหลังจากแม่ที่แท้จริงถูกสามีนอกใจ ก็ได้หันหลังให้ชีวิตในเมืองนี้ ย้ายไปอยู่ฮอกไกโด ทิ้งให้ลูกสาวทั้งสามคนใช้ชีวิตที่นี่เพียงลำพัง)​ นั่นก็คือ ซาจิ พี่สาวคนโต เสาหลักของครอบครัว มีความ “เจ้าระเบียบสูง” เธอทำหน้าที่ดูแลน้องๆ อย่างที่พ่อแม่ทั่วไปพึงทำ เราจึงได้เห็นภาพธรรมดา ปกติที่เราพบได้บ่อยจากครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก หนังของโคเรเอดะจะสร้างความสงสัย คำถามแก่ผู้ชมอย่างไม่สิ้นสุด ทั้งคำถามที่ว่า ความผูกพันทางจิตใจและความผูกพันทางสายเลือด สิ่งใดจะเหนียวแน่นกว่ากัน แท้จริงแล้วสัมพันธภาพในครอบครัวที่ไม่จำเป็นต้องก่อเกิดจากสายเลือด แต่อาจมาจากความรักก็ได้ หนังเรื่องนี้จะพาผู้ชมได้รู้จักลักษณะนิสัยของโคเรเอดะและเห็นด้วยกับโคเรเอดะที่ว่า ความผูกพันทางสายเลือดอาจไม่ได้มีความหมายยิ่งใหญ่เสมอไป

Shoplifters หรือ ครอบครัวที่ลัก เป็นหนังอีกเรื่องที่โคเรเอดะภาคภูมิใจเสนอต่อจาก Like Father, Like Son (หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่นว่า Soshite, Chichi Ni Naru)​ ธีมหนังชวนให้ติดตามค้นหาไม่แพ้เรื่องอื่น สำหรับหนังเรื่อง Like Father, Like Son เป็นหนังที่พูดถึงสองครอบครัวที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งหมดต่างดำเนินชีวิตไปตามปกติ จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาได้รับโทรศัพท์ที่เผยให้รู้ความจริงว่า พยาบาลได้สลับตัวลูกของสองครอบครัวไปเมื่อแรกเกิด พวกเขาต้องเผชิญกับความอึดอัดใจเพียงใดที่จะต้องเลือกระหว่างลูกชายที่เลี้ยงดูผูกพันมาตั้งแต่เกิดกับลูกชายในสายเลือดที่ถูกสลับตัวไปเมื่อคลอด ตอนจบของหนังเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เรื่องราวที่เปิดเผยออกมานี้จะพาผู้ชมมีส่วนร่วมในความรู้สึกและการตัดสินใจของตัวละครแต่ละตัวอย่างมิอาจคาดเดาได้

Shoplifters ยังเป็นหนังอีกเรื่องที่จะพาเราอินไปกับนิยามของคำว่า “ครอบครัว” แต่เป็นฟากของครอบครัวที่ต้องมี​คนแปลกหน้าต่างสายเลือดมาร่วมแชร์ชีวิตภายใต้ชายคาเดียวกัน แม้วิถีชีวิตของพวกเขาจะผิดแผกจากคนทั่วไปก็ตาม ตัวละครในบท “พ่อ แม่” เป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับ พวกเขาเพิ่มจำนวนสมาชิกในครอบครัวด้วยการช่วยเด็กคนหนึ่งให้หลุดพ้นจากการถูกทารุณกรรม และพามาฟูมฟักเลี้ยงดูประหนึ่งลูกที่แท้จริงของตน พวกเขาต้องหาเงินเพื่ออาหารแต่ละมื้อ ด้วยหวังให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตรอดต่อไป พวกเขาจึงเลือกที่จะขโมยของตามร้านค้า แม้สิ่งพวกเขาทำจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายก็ตาม แต่พวกเขากลับมีความสุขมาก มีความรักและความเอาใจใส่ให้กันและกันตลอดเวลา แก่นของหนังเรื่องนี้ ก็คือ แม้แต่ละคนในครอบครัวจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ และอาจไม่ได้มีความผูกพันกันทางสายเลือดหรือดีเอ็นเอก็ตาม แต่สัมพันธภาพของพวกเขากลับเหนียวแน่นกว่าครอบครัวอื่นที่ “ดูเหมือนสมบูรณ์แบบ” เสียอีก

โคเรเอดะมีความคิดที่สวนทางกับประเทศที่คิดว่า ความผูกพันทางสายเลือดต่างหาก คือ รากฐานของนิยามความเป็นครอบครัวที่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก เขาต้องการสื่อให้ผู้ชมรู้ว่า นิยามของคำว่าครอบครัวนั้นมีหลายแบบ และไม่มีรูปแบบไหนที่ตายตัว ตราบใดที่พวกเขายังคงเติมเต็มกันและกันด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และความต้องการที่จะมีกันและกันตลอดไป เฉกเช่นเดียวกับที่มนุษย์ไม่อาจขาดอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจได้นั่นเอง

กลุ่มคนที่สังคมมองผ่าน: ซอกมุมชีวิตที่เราไม่เคยเข้าถึง

โคเรเอดะมุ่งมั่นค้นหาแก่นของหนังที่เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนที่นานครั้งจะได้รับความสนใจของสังคม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาความยากจนอดอยากและการถูกแบ่งแยกทางสังคม ในเรื่อง Shoplifters ความผิดทางการแพทย์จากเรื่อง Like Father, Like Son การทอดทิ้งเด็ก ในเรื่อง Nobody Knows และ Shoplifters การหย่าร้างและการพลัดพรากจากลูกใน After the Storm (ชื่อหนังในภาษาญี่ปุ่น คือ อุมิ โยริ โมะ มาดะ ฟุคะคุ) และแม้แต่ความใฝ่ฝันในรักที่ผิดปกติ อย่างในหนังเรื่อง Air Doll (หรือชื่อในภาษาญี่ปุ่น คือ คุคิ นินเงียว)

แม้หนังหลายเรื่องในประเทศญี่ปุ่นจะสร้างขึ้นจากมังงะหรือนวนิยายที่ติดอันดับยอดขายดีที่สุดก็ตาม แต่เป็นที่รู้กันดีว่า โคเรเอดะมีความเก่งกาจในการค้นหานัยยะใหม่ๆ ให้กับโปรเจ็ทสร้างหนังเรื่องต่อๆ ไปของเขาเสมอ เขาอาศัยแก่นเรื่องจากข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลก เราจึงได้เห็นชีวิตที่แสนธรรมดาของหลายตัวละครและความโชคร้ายที่วนเวียนเกิดขึ้นเสมอ โดยที่สื่อหรือสังคมรอบข้างไม่ได้ให้ความสนใจอย่างที่ควร

หนังเรื่อง Nobody Knows มีชื่อไทยว่า อาคิระ แด่หัวใจที่โลกไม่เคยรู้ อีกหนึ่งผลงานระดับตำนานขั้นเทพของโคเรเอดะที่ยังคงเป็นกล่าวถึงแม้ในปัจจุบัน เป็นหนังที่ทำให้โคเรเอดะโด่งดังไปทั่วโลกอย่างแท้จริง นับจากที่หนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ พ.ศ. 2547 หนังเรื่องนี้สร้างโดยอ้างอิงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2531 เป็นข่าวดัง ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กับ “กรณีเด็กพี่น้อง 4 คนถูกแม่ทิ้งให้อยู่กันเองตามลำพังในห้องพักย่านซูกะโมะของโตเกียวเป็นเวลานานถึง 9 เดือน” ข่าวนี้ถูกนำเสนอออกไปในวงกว้าง เป็นคดีที่สร้างความตะลึงงันให้ผู้คนไม่น้อย แต่น่าเศร้าคือ ข่าวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข่าวเดียว ในปี พ.ศ. 2553 ร่างไร้ลมหายใจของเด็กทารกสองคนที่เสียชีวิตจากภาวะขาดอาหารถูกพบภายในห้องพักแห่งหนึ่งในจังหวัดโอซาก้า หลังจากที่แม่วัยเพียง 23 ปี ของทารกทั้งสองทิ้งลูกของตนไว้ลำพังอย่างอดอยากและไร้ช่องทางที่จะได้รับการช่วยเหลือ และอีกครั้ง ต่อมาปี พ.ศ. 2560 คู่สามีภรรยาในช่วงวัยเพียง 20 ปล่อยให้ลูกชายของตนขาดอาหารตายในจังหวัดไซตามะ เป็นข่าวที่นำความเศร้าสลดใจยิ่งมาสู่คนในสังคม

ปัญหาการทอดทิ้งเด็กถือเป็นปัญหาใหญ่อันดับสามในประเทศญี่ปุ่น โดยในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 พบว่า คดีทอดทิ้งเด็กในประเทศญี่ปุ่นมีมากถึง 26,818 ดคี เพิ่มขึ้นราว 1,000 คดีเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม สื่อกระแสหลักยังคงเน้นนำเสนอข่าวเหล่านี้จำเพาะดคีที่เด็กต้องมาถึงจุดจบอย่างเวทนาเท่านั้น โคเรเอดะพยายามใช้หนังของเขาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้ผู้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชมต่างชาติได้เห็นอีกด้านหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่ถูกปิดซ่อนไว้ ในขณะที่สื่อญี่ปุ่นพยายามสื่อให้เห็นเฉพาะโลกที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น

ในหนังเรื่อง Shoplifters เราจะเห็นเรื่องราวของเด็กที่ถูกทอดทิ้งเช่นกัน แต่ในแบบที่ต่างไป เพราะเป็นเรื่องของเด็กที่ถูกละเลย ถูกทารุณกรรม แต่กลับได้รับช่วยเหลือจากคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “อาชญากร” ผู้ที่ต่อมาภายหลังได้ก่อร่างความอบอุ่นและความสุขที่แท้จริงให้เกิดขึ้นในบ้านอันยากจนข้นแค้นของเขา หนังเรื่องนี้จะทิ้งคำถามที่ชวนค้นหาคำตอบไว้ให้ผู้ชมหลายอย่างด้วยกัน ทั้งคำถามที่ว่า เรื่องแบบนี้ถือเป็นอาชญากรรมหรือ คนเหล่านี้จะต้องโทษอาชญากรรมหรือไม่ อย่างไร และ ใครกันแน่ที่เป็นวายร้ายในสังคม

จากบทสัมภาษณ์ที่โคเรเอดะให้ไว้กับ ScreenDaily เมื่อ ปี พ.ศ. 2561 เขากล่าวว่าหนังเรื่อง Shoplifters เป็นหนังอีกเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวหนึ่งที่โกงเงินบำนาญรัฐ ด้วยการปิดบังไม่ให้ทางการรู้ว่าพ่อแม่ที่แก่ชราของพวกเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว เพื่อที่ตนเองจะได้รับเงินบำนาญของพ่อกับแม่ต่อไป แต่เมื่อผู้ชมติดตามมาถึงตอนที่เผยให้เห็นกลโกงเงินบำนาญ สภาพภูมิหลังครอบครัว ตลอดจนปัจจัยที่ขับดันให้พวกเขาต้องก่ออาชญากรรมต่างๆ รวมถึง ความรู้สึกกับสิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่ หรือบริบทแวดล้อมอื่นอีกหลายอย่างที่ผลักพวกเขาสู่ห้วงเหวนั้น ผู้ชมส่วนมากก็แทบจะมองข้ามเรื่องเลวร้ายที่พวกเขาทำอยู่ไปเลย

โคเรเอดะกล่าวว่า “การแบ่งชนชั้นทางสังคมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและขยายวงกว้างมาเป็นเวลานานกว่าห้าปีแล้ว ยังมีผู้คนอีกมากที่ยังไม่ได้รับโอกาสให้เข้าถึงโครงข่ายสวัสดิภาพอย่างที่พวกเขาพึงได้รับ”

อาชญากรรมและบทลงโทษ: แน่ใจจริงหรือว่าเรารู้เรื่องอาชญากรรมดีแล้ว

นี่คือคำถามสุดท้ายที่โคเรเอดะฝากไว้ในปี พ.ศ. 2560 ผ่านหนังเรื่อง The Third Murder (ซังโดเมะ โนะ ซัทสึจิน) หนังเรื่องสุดท้ายที่เปิดตัวมาก่อน Shoplifters ฉีกแนวชัดเจนจากเรื่องก่อนๆ เนื้อหาส่วนใหญ่พุ่งไปที่ความโหดร้ายทารุณ อาชญากรรม การต้องโทษประหารชีวิต และหัวใจของคนที่ในที่สุดแล้วต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งจากคำตัดสินพิพากษา ไม่ว่าจะผิดหรือถูกก็ตาม

หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่สารภาพว่า ตนเป็นคนลงมือฆาตรกรรมอำมหิตถึงสองครั้ง หากท้ายที่สุด เขาถูกตัดสินว่ากระทำความผิดจริง เขาจะต้องได้รับโทษถึงขั้นประหารชีวิตเลยทีเดียว เหตุอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นการฆาตรกรรมที่โหดเหี้ยม ลึกลับยากจะอธิบาย และสิ้นสติ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพยายามไขคดีนี้อย่างหนักแม้ต้องอดหลับอดนอนหลายคืนก็ตาม จนเมื่อทนายหนุ่มความหน้าใหม่ผู้มีความมุมานะอย่างแรงกล้าเข้ามาร่วมในคดีนี้ ชายผู้ต้องสงสัยนี้ก็เริ่มกลับคำให้การของเขา ทำให้เรื่องราวยิ่งสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น ยากที่ทุกคน (รวมถึง เราในฐานะผู้ชม) จะเข้าใจถึงเหตุจูงใจของเขาในการลงมือฆาตรกรรม ด้วยแนวพล็อตหนังของโคเรเอดะที่ค่อยๆ ดำเนินไป ชวนให้ผู้ชมเกิดคำถามขึ้นมากมายตลอดการรับชมจนตอนจบของเรื่อง แม้สุดท้าย จะไม่อาจหาคำตอบที่จุใจได้ก็ตาม ทั้งกับคำถามที่ว่า ชายผู้ก่อคดีนี้รู้สึกผิดจริงๆ กับอาชญากรรมที่ตนก่อขึ้นหรือไม่ สมควรแล้วหรือที่ต้องฆ่าผู้อื่นแบบนั้น เขาควรต้องรับโทษประหารนั้นหรือ คำให้การไหนที่เป็นจริง เป็นเท็จกันแน่ วิธีการเล่าที่เชื่องช้า นิ่งเนิบ และมีตัวละครซับซ้อน เก็บงำความรู้สึก และประหยัดถ้อยคำ ทำให้หนังเรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้กับโคเรเอดะได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง

แม้ในหนังเรื่อง Shoplifters จะมีการพูดถึงปัจจัยที่นำมาซึ่งการก่อคดี แต่ก็ยังคงแนวที่ต่างไปจากหนังเรื่อง The Third Murder ในแง่ของความตรงไปตรงมาและการถ่ายทอดในเชิงบวกที่เหนือกว่า โดยในหนังเรื่อง Shoplifters เราจะเห็นว่า มีคดีเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น การทอดทิ้ง ละทิ้งเด็ก การขโมยของตามร้าน “การลักพาตัว” และแม้แต่การใช้แรงงานเด็ก แต่หนังเรื่อง Shoplifters ได้ชี้ให้เราเห็นชัดเจนถึง เหตุผล แรงจูงใจในการกระทำความผิดของพวกเขา ขณะที่เรื่องราวที่เราได้ยินได้ฟังมาจากข่าว สื่อหรือโลกออนไลน์จะให้ข้อเท็จจริงกับเราแค่เพียงบางส่วนเสี้ยวเท่านั้น

สื่อต่างประเทศได้พูดถึงหนังของโคเรเอดะไว้ว่า เป็น “หนังญี่ปุ่นที่สะท้อนความผิดแผกของมนุษย์” (คำวิจารณ์หนัง สหรัฐอเมริกา) และตัวของโคเรเอดะที่เป็น “ผู้สร้างหนังญี่ปุ่นที่ใส่ใจในรายละเอียดความรู้สึกนึกคิดของผู้คนเป็นอย่างมาก” (เอเอฟพี) ความเป็นโคเรเอดะและศิลปะการถ่ายทำภาพยนตร์ตามแบบฉบับของเขาได้ปรากฎชัดในทุกเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมา เราจะได้เห็นฝีมือ ความเก่งกาจของเขาในการชงประเด็นคำถามที่สะท้อนชีวิตผู้ชม การไม่เฉลยคำตอบระหว่างการรับชม การปล่อยให้ผู้ชมคิดตาม และตัดสินเอง หนังของโคเรเอดะจึงเป็นสัญลักษณ์ของสัจธรรมที่ว่า แท้จริงแล้ว แม้เราไม่รู้ความจริงอะไรเลยก็ตาม เรายังสามารถ (ควร) ใช้ชีวิตต่อไปอย่างระมัดระวัง ตื่นตัว มองหาความธรรมดาและสิ่งวิเศษ ผ่านการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย แสนจะธรรมดาของเราและรอบตัวเราได้ นี่คือหนึ่งในหลายเหตุผลที่ท่านไม่ควรพลาดติดตามชมผลงานการกำกับของชายผู้นี้ วันนี้ท่านรับชมหนังเรื่องใดของโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ แล้วหรือยัง

โดย อเล็กซานดร้า ฮอมมะ

RECOMMEND POSTS

ページトップへ