In this Corner of the World

©Kouno Fumiyo. Futabasha / "In This Corner Of The World" Production Committee

The award-winning story follows a young girl named Suzu Urano, who in 1944 moves to the small town of Kure in Hiroshima where she marries Shūsaku Hōjō – a young clerk who works at the local naval base. Living with his family, Suzu becomes essential to the running of the household and creatively prepares meals during the tough wartime conditions while also carrying out daily housework. In 1945, intense bombings by the US military finally reach Kure with devastating effect to the townsfolk and their way of life. Suzu’s life is changed irrevocably, but through perseverance and courage, she manages to continue to live life to the fullest. This beautiful yet tragic tale shows that even in the face of adversity and loss, people can come together and rebuild their lives.

Philippine Cambodia Laos Myanmar India
DIRECTOR
Sunao Katabuchi
PRODUCER
Taro Maki
SCREENPLAY
Sunao Katabuchi
YEAR
2016
LENGTH
130 min.
CAST
Non, Yoshimasa Hosoya, Minori Omi
CLASSIFICATION
Animation, Drama, Historical, Based on Manga / All age

AUDIENCE REVIEWS

  1. albert_1 says:

    ในบรรดาอะนิเมะเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่นที่ผมเคยดูมาทั้งหมด 3 เรื่อง ดูเหมือนว่า "แค่วาดฝันให้โลกสวย" (Kono Sekai no Katasumi ni) จะเป็นหนังที่ไม่ได้เศร้าจนฟูมฟายแบบ "สุสานหิ่งห้อย" (Hotaru no Haka) หรือชีวิตรันทดขนาด "เก็น เจ้าหนูสู้ชีวิต" (Hadashi no Gen) แต่ Kono Sekai… ก็เป็นอะนิเมะที่ #ง่ายแต่งาม มันถ่ายทอดแง่มุมความสูญเสียจากสงครามผ่านมุมมองของผู้หญิงบ้าน ๆ ชื่อ "ซึสึ" หญิงสาวธรรมดาที่มองโลกในแง่บวกเสมอ และความคิดบวกของเธอนี้เองที่ช่วยจุดประกายความหวังให้คนรอบข้าง ทำให้รู้สึกอบอุ่น และมีความหวังแม้ในยามยากลำบาก

    ความจริงแล้ว ซึสึ ออกจะเป็นแบบฉบับของแม่ศรีเรือนญี่ปุ่นสมัยก่อน เธอออกเรือนจากบ้านเกิดไปอยู่กับครอบครัวของสามีในลักษณะของการทาบทามสู่ขอ (หรือจะเรียกว่าคลุมถุงชนก็ได้) ที่บ้านสามีในเมืองคุเระนี้ เธอก็ทำหน้าที่ของแม่บ้านเต็มตัว ทำอาหาร ดูแลความสะอาดเรียบร้อยของบ้าน ช่วยดูแลแม่สามีและหลานสาว และสำหรับสามีของเธอ "ชูซากุ" แม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อน แต่เขาก็เป็นคนดีและเอาใส่ใจ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อย ๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น บทโรแมนติก หรือบทพ่อแง่แม่งอนของทั้งคู่สามารถเรียกรอยยิ้มจากผู้ชมได้แทบทุกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ของคู่ "ซึสึ&ชูซากุ" เป็นรูปแบบความรักในอุดมคติของคนสมัยก่อน แม้ว่าจะไม่ใช่รักที่ออกแบบเองได้ หรือไม่ใช่รักที่หวานหยด แต่ต่างคนต่างก็รู้หน้าที่ (ชูซากุเป็นช้างเท้าหน้า ไปทำงานรับใช้ชาติ ส่วนซึสึก็คอยเป็นช้างเท้าหลัง ที่คอยดูแลบ้านช่อง) และต่างก็คอยเติมความหวานให้กันตลอด ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะไปได้ดีอยู่หรอก ซึสึค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับบ้านใหม่และเมืองใหม่ได้ จนกระทั่งสถานการณ์สงครามค่อย ๆ เลวร้ายลง…

    ความประทับใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ก็คือ ศิลปะแนว Impressionism ที่ถูกถ่ายทอดผ่านอะนิเมเรื่องนี้ได้อย่างวิจิตรบรรจง ผ่านลายเส้นและจินตนาการบรรเจิกของซึสึที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ ภาพวาดคลื่นทะเลที่โดดเด้งได้เหมือนกระต่าย หรือภาพในหัวของซึสึที่มองเห็นระเบิดขีปนาวุธเป็นสีสันเหมือนพลุหลากสีบนท้องฟ้า สามารถสร้างมนต์สะกดให้เราตื่นตะลึงพรึงเพริดไปกับภาพเคลื่อนไหวได้อย่างอัศจรรย์ นอกจากนี้ภาพทิวทัศน์จากบ้านของครอบครัวชูซาคุที่อยู่บนยอดเขาในเมืองคุเระที่เป็นเมืองฐานทัพเรือ เมื่อมองลงมาแล้วสามารถเห็นแสนยานุภาพทางเรือของญี่ปุ่น รวมทั้งเรือรบยามาโต้ที่เลื่องชื่อ เป็นภาพสะท้อนความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกองทัพเรือญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกัน ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง ภาพสะท้อนจากทิวทัศน์เดียวกันนี้เอง ได้กลายเป็นภาพแห่งความวินาศ จากการถูกฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีจนเรือรบย่อยยับ รวมไปถึงภาพกลุ่มควันมหึมาพวยพุ่งจากระเบิดปรมาณูจากเมืองเอบะ บ้านเกิดของซึสึ เกร็ดที่น่าสนใจก็คือทางทีมงานผู้สร้างอะนิเมได้ถ่ายทอดบรรยากาศของจังหวัดฮิโรชิมะลงในหนังอย่างแม่นยำโดยการจำลองภาพสถานที่ต่าง ๆ ตามรูปถ่าย ภาพวาด และเอกสารบันทึกต่าง ๆ

    แม้ว่า In this corner… จะไม่ได้นำเสนอภาพสุดรันทดของตัวละคร แต่มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความสูญเสีย และผลกระทบทางด้านวิถีชีวิตและจิตใจที่มีต่อผู้คนที่หลงเหลื่ออยู่ ตัวละครที่เป็นสาวช่างฝันอย่าง "ซึสึ" ที่กลายมาเป็นแม่บ้าน หรือแม้แต่สาวปากกัดตีนถีบอย่าง "ลิน" ที่กลายมาเป็นหญิงงามเมือง พวกเธอต่างก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ฉากท้าย ๆ ที่มีการถ่ายทอดบรรยากาศของซากปรักหักพังที่ฮิโรชิม่า นางเอก(ซึสึ)ถูกทักผิดครั้งแล้วครั้งเล่าจากผู้คนที่แวะเวียนมาเพื่อตามหาลูก คนรัก หรือญาติพี่น้องที่หายไป เป็นฉากที่ดูแล้วสะเทือนใจมาก แต่หนังก็คลี่คลายลงด้วยดีกับบทสรุปที่ดูแล้วรู้สึกมีความหวังและอิ่มเอมใจ

  2. pimjam says:

    I really satisfied this movie. I love the way of movie presents that although in sadness, everything will better with love and hope. This movie can shows Traditional Japanese culture which so beautiful and simple. Moreover, this movie can represent life and thoughts of japanese during WWII that make me more understand about Japan&Japanese.

  3. Calvin CK Lee says:

    The curious title of the movie caught my attention, and since this was a non-working weekend, I decided this must be worth discovering – sometimes, I like to be surprised. Which is why I watched only seconds of the trailer and failed to observe the accolades this movie have already won.

    Despite not being able to secure a seat online, I made my way to the cinema. And I am so glad I did.
    The mundane and boring life of the heroine is melodiously portrayed. I loved the scenes of Japan's countryside of that poignant era, and having just returned from a new year trip to Tokyo, this was extra special.

    The heroine's inability to cook well (initially) or to make a kimono, left us all in laughter. I feel this movie touched on a deeply debated war – notably on how the war ended. The creative approach of this animated film to present the sufferings of war must be applauded.
    The growing love between the couple also shines through and some of her lines, left a lump in my throat.

    Truly inspiring take on the things that matter to us all, no matter where we came from or which time period we live/lived in. And man, after the movie when you think back, the special way to cook rice stayed on – and makes me wonder if I should find a restaurant in Bangkok that can serve me that.

    A great way to spend the afternoon. I left truly inspired. And any movie, that can make me recall fondly of my grandma, is worth going back again for a second watch 🙂

  4. NUNO RENCA says:

    I felt compelled with the story of Suzu Urano. In this era of so much distraction and loss of fundamental values, it was a return, through the eyes of the main character, to a time of Joy and familial love. On the other hand, we can experience the unspeakable suffering of the people of Hiroshima, where the rich colors of the beautifully hand-drawn animation seem so particularly radiant to be found in a war film. That shows how art, even in catastrophic times, helps us in enduring obstacles and keep going. Visual beauty, wonderful music, intensity of the rhythm, gentle stillness, life happening.

  5. Françoise Nepse says:

    A little jewel !

  6. summer says:

    ก่อนดู In This Corner of the World ก็เตรียมใจเอาไว้ว่าหนังมันจะหดหู่และโศกเศร้ามากไหมนะ
    เพราะอ่านเรื่องย่อแล้วพบว่ามันเป็นภาพยนตร์อนิเมชันที่เกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2
    แต่เมื่อดูภาพโปรโมทและตัวอย่างหนังก็พบว่าโทนของหนังดูน่าจะมีความสดใสอยู่บ้าง

    ปรากฏว่าดูจบแล้วชอบมากกว่าที่คิดเอาไว้

    หนังเล่าเรื่องราวช่วงสงครามผ่านตัวละครหลักอย่างซึสึ เด็กสาวที่ชอบวาดภาพและมักจะเหม่อลอยอยู่เสมอ
    ซึสึเป็นคนช่างจินตนาการ มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ด้วยบุคลิกและนิสัยแบบนี้เองจึงทำให้ชูซาคุตกหลุมรักเธอและสู่ขอไปเป็นเจ้าสาวที่เมืองคุเรซึ่งเป็นฐานทัพของกองทัพเรือ
    ชีวิตซึสึเองก็ดำเนินต่อไปท่ามกลางบ้านเมืองที่อยู่ในภาวะสงคราม ผู้คนต่างพากันใช้ชีวิต
    ผู้ชายก็ตื่นเช้าออกจากบ้านไปทำมาหากิน ส่วนผู้หญิงก็ทำงานบ้านและไปรับอาหารที่ปันส่วนมาเพื่อดำรงชีวิตกันต่อไป
    แต่ในสงครามเช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ต้องเผชิญหน้ากับการสูญเสีย
    หนังไม่ได้เล่าแบบให้คนดูต้องรู้สึกเหมือนโดนบีบคั้น แต่มันค่อยๆกัดกินจิตใจ
    จนรู้สึกตัวอีกทีน้ำตามันก็ไหลออกมาเองเมื่อได้ยินบทสนทนาที่แสดงความรู้สึกของตัวละครออกมา
    อีกทั้งงานภาพที่อบอุ่นละมุนละไม รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการใส่ฉากที่ดูรุนแรงด้วยลายเส้นของดินสอนั้นยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บปวดกว่าการเห็นเลือดสาดเต็มจอเสียอีก
    และส่วนที่คาดไม่ถึงคือหนังมีครบทุกรสชาติ ไม่ว่าสงครามจะทำให้ผู้คนต้องรู้สึกขมขื่นมากแค่ไหน
    แต่ถ้าหากยังมีความรัก ความเป็นห่วงเป็นใยกัน แค่นั้นก็เพียงพอที่จะไม่ทำให้รู้สึกว่าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครต้องการพบเจอ

    In This Corner of the World เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกอบอุ่น เจ็บปวด ทั้งสุขปนเศร้า และได้รับพลังในด้านบวก
    การที่หนังใช้ตัวละครอย่างซึสึดำเนินเรื่องไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเขาโลกสวยจนน่าหงุดหงิดเลยสักนิด
    แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเรายังมองเห็นสิ่งที่สวยงามท่ามกลางความโหดร้ายก็แปลว่าโลกใบนี้ยังคุณค่าให้เราดำรงชีวิตต่อไป
    เราชื่นชมทีมงานมาก ๆ ที่เลือกเรื่องนี้มาเป็นภาพยนตร์เปิดงานเทศกาล และคิดว่าถ้าพลาดเรื่องนี้ไปแล้วคงต้องเสียใจแน่นอนที่ไม่ได้ดู

  7. namwan says:

    Nice plot, nice soundtrack, touch my feeling.

  8. pongson says:

    IN THIS CORNER OF THE WORLD

    เป็นอนิเมะลายเส้นง่ายๆ เนื้อเรื่องเล่าถึงชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นในช่วงเดียวกับที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังก่อตัว เธอแต่งงานแบบคลุมถุงชนและย้ายจากบ้านเกิดที่ฮิโรชิมาไปอยู่ที่เมืองคุเระ และเผชิญกับชะตาชีวิตพลิกผันโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลจากสงคราม ช่วงครึ่งแรกเรื่องยังคงมีความสดใสปนตลก มีความโรแมนติคจางๆ (ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นกระต่ายขาวกระโดดโรแมนติคมากๆ) ผสมกับดราม่าชีวิตหลังแต่งงาน ก่อนที่หนังจะเดินหน้าเข้าสู่ครึ่งหลังที่ไม่ปราณีปราศัย เมื่อญี่ปุ่นถูกโจมตี และตัวละครพากันเผชิญชะตากรรมทุกข์ทนแสนสาหัส
    ถึงแม้หนังจะไม่ได้บีบคั้นน้ำตาราวกับจะขาดใจตายเหมือน Grave of the Fireflies แต่นี่ก็เป็นอนิเมชั่นอีกเรื่องที่เล่าเรื่องสงครามได้ชวนเศร้าและลืมไม่ลง

  9. pongson says:

    IN THIS CORNER OF THE WORLD

    เป็นอนิเมะลายเส้นง่ายๆ เนื้อเรื่องเล่าถึงชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นในช่วงเดียวกับที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังก่อตัว เธอแต่งงานแบบคลุมถุงชนและย้ายจากบ้านเกิดที่ฮิโรชิมาไปอยู่ที่เมืองคุเระ และเผชิญกับชะตาชีวิตพลิกผันโหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลจากสงคราม ช่วงครึ่งแรกเรื่องยังคงมีความสดใสปนตลก มีความโรแมนติคจางๆ (ท้องทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นกระต่ายขาวกระโดดโรแมนติคมากๆ) ผสมกับดราม่าชีวิตหลังแต่งงาน ก่อนที่หนังจะเดินหน้าเข้าสู่ครึ่งหลังที่ไม่ปราณีปราศัย เมื่อญี่ปุ่นถูกโจมตี และตัวละครพากันเผชิญชะตากรรมทุกข์ทนแสนสาหัส
    ถึงแม้หนังจะไม่ได้บีบคั้นน้ำตาราวกับจะขาดใจตายเหมือน Grave of the Fireflies แต่นี่ก็เป็นอนิเมชั่นอีกเรื่องที่เล่าเรื่องสงครามได้ชวนเศร้าและลืมไม่ลง

  10. pt-boru says:

    ในเรื่องของงานภาพ เป็นภาพที่น่ารัก เรียบง่าย ดูสบายๆ แต่สามารถทำให้คนทั่วไปดูเนื้อหาอย่างสนุกสนาน ไม่ดำเนินเรื่องอย่างหดหู่ตลอดเรื่อง และเนื้อเรื่องสะท้อนข้อคิดเกี่ยวกับสงครามได้ดี รวมถึงการใช้ชีวิตในวันนี้ให้ดีที่สุด

  11. pasit says:

    การ์ตูนเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้ชีวิตช่วงที่เกิดสงครามได้เป็นอย่างดี แสดงถึงความยากลำบากที่ต้องใช้ชีวิต แต่ทุกคนๆก็ร่วมมือร่วมใจกันพยายามไปด้วยกันเพื่อที่จะผ่านช่วงนั้นไปได้ โดยรวมแล้วสะท้อนถึงผลเสียของสงครามทั้งหมดครับว่า สงครามไม่ได้มีอะไรดีเลย.

  12. pattama says:

    " Animation เล่าเรื่องได้ดีกว่าคนจริงๆแสดงเสียอีก "
    เสียงท่านผู้ชมคุยกันเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้จบลง
    ฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวข้างต้น จากที่ไม่ค่อยชอบดูหนังประเภท animation สักเท่าไร แต่เรื่องนี้ เขียนภาพเล่าเรื่องได้อย่างสวยสด ซาบซึ้ง กินใจ
    หนังเล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมมองของเด็กสาวญี่ปุ่นอายุ 18 ปีที่ชื่อ ซึสึ ซึ่งต้องเดินทางจากบ้านเกิด-เมืองท่า hiroshima เพื่อไปแต่งงานกับชายที่เธอไม่เคยพบหน้ามาก่อนที่เมืองคุเระ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของคนในยุคนั้น (คศ. 1944) เธอทำหน้าที่ภรรยา และลูกสะใภ้ที่ดี ทำงานบ้านทุกอย่างจนไม่มีเวลานั่งวาดรูปสวยๆอันเป็นงานอดิเรกที่เป็นพรสวรรค์ของเธอเหมือนเช่นเคย ถึงจะลำบาก แต่เธอก็ปรับตัว และเลือกที่จะร่วมหัวจมท้ายกับสามี แม้จะเสี่ยงภัยจากสงครามที่กำลังคืบคลานเข้ามา

  13. ATSUKO ABE says:

    心の優しい映画でした。
    前評判に期待しすぎたのか、個人の感想としてはいまいちでした。

  14. phanuphan says:

    ถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเป็นช่วงเวลาโหดร้ายสำหรับชาวญี่ปุ่นที่ทิ้งรอยแผลกรีดลึกไว้ในใจคนยุคนั้นมากมายและยังส่งต่อมาถึงปัจจุบันไม่น้อย แต่ภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลายเรื่องก็ยังเลือกหยิบเอาเหตุการณ์นี้มาฉายซ้ำอีกครั้ง ให้เห็นความโหดร้ายของสงครามควบคู่ไปกับความหวัง (แบบญี่ปุ่นๆ) ของคนที่ยังต้องมีชีวิตต่อไป ล่าสุดกับแอนิเมชันเจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวที Kinema Junpo Best 10 ครั้งที่ 90 เรื่อง In This Corner of The World (Kono Sekai no Katasumi ni) ที่เราคนไทยได้ดูเป็นภาพยนตร์เปิดเทศกาล Japanese Film Festival 2017 ก็ยังคลุมเนื้อหาไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ แต่ความธรรมดาของลายเส้นและการเล่าออกมาอย่างจริงใจของผู้กำกับ ก็ทำให้เรายินดีจะตกหลุมพรางและเสียน้ำตาให้จนได้

    In This Corner of The World คือเรื่องของซึสึ หญิงสาวธรรมดาผู้ไร้เดียงสา ชีวิตวัยเด็กของซึสึที่จังหวัดฮิโรชิม่าสนุกไปกับการวาดภาพและเล่นกับเพื่อนๆ จนเมื่ออายุ 18 ปี มีชายชื่อ ซูซะกุ มาขอเธอแต่งงาน ซึสึต้องย้ายไปอยู่กับครอบครัวของสามีที่เมืองคุเระซึ่งเป็นฐานทัพเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรียนรู้ที่จะดูแลคนอื่น ทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำ พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มาพร้อมสงครามที่คืบคลานเข้ามา

    หนังเปิดตัวด้วยบทเพลงเย็นๆ Kanashikute Yarikirenai ที่กล่อมให้เราเศร้าได้โดยไม่รู้สาเหตุ ลายเส้นสองมิติน่ารักๆ แสนเรียบง่ายทำให้โทนของหนังออกมาอ่อนละมุนดูสบายๆ ดูได้ไม่เบื่อ ที่เซอร์ไพรส์มากคือมุขตลกแสนจริงใจที่ใส่เข้ามาเยอะกว่าที่เราคาดไว้ กลายเป็นข้อดีที่ทำให้เราลดความคาดหวังว่าหนังจะขยี้น้ำตาเกินไป เสียงหัวเราะส่วนใหญ่มาจากความซื่อใสของซึสึตามแบบฉบับเด็กสาวต่างจังหวัดที่รับมือกับโลกใหม่ๆ ไม่ถูก ทั้งสามีแสนเย็นชา พี่สะใภ้จอมเข้มงวด การออกไปซื้อของที่ตลาดมืด หรือแม้แต่ไปวาดภาพจนถูกตำรวจจับข้อหาว่าเป็นสายสืบ

    สิ่งที่ทำงานกับเรามากที่สุดใน In This Corner of The World คือการเลือกโฟกัสชีวิตชาวบ้านญี่ปุ่นธรรมดาๆ ที่แทบไม่รู้เรื่องรู้ราวกับสงคราม แต่ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงในภาวะที่ไม่รู้ว่าจะมีสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นเมื่อไหร่ ไม่ว่าเหตุการณ์จะร้ายหรือดี ทุกคนยังต้องตั้งใจทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดต่อไป คือปรัชญาของดินแดนปลาดิบที่ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ยังเป็นอยู่

    ถึงอย่างนั้น หนังไม่ได้เค้นอารมณ์คนดูด้วยซีนซึ้งเศร้าเรียกน้ำตา แต่เล่าอย่างธรรมดาที่สุดผ่านชีวิตประจำวันของซึสึและครอบครัวของซูซะกุตามวันเวลาที่เคลื่อนไป นี่เองที่ทำให้เมื่อหนังเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง ผู้กำกับก็ยังเลือกใส่เข้ามาให้คนดูในช่วงเวลาที่เราไม่ทันตั้งตัว และปล่อยให้ฉากนั้นผ่านไปเหมือนฉากอื่นๆ แต่กลับส่งผลสะเทือนในใจเราอย่างรุนแรงจนใจหายและกดเราให้จมไปกับที่นั่งในโรงภาพยนตร์ได้เลย

    บทสรุปของสงครามเป็นสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว ฉากที่ซึสึพรั่งพรูความเสียใจออกมาหลังจากจักรพรรดิฮิโรฮิโตะประกาศยอมแพ้สงคราม คือความรู้สึกสับสนที่ปะปนไปด้วยความเจ็บใจและผิดหวังต่อประเทศชาติ แต่มากกว่านั้น มันคือน้ำตาของคนธรรมดาที่รับรู้มาตลอดว่า สุดท้ายก็ไม่มีใครเป็นผู้ชนะในเกมที่พวกเขาเล่นกันโดยไม่สนใจคนตัวเล็กๆ ที่กลายเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

    คำพูดหนึ่งที่ซึสึพูดขึ้นมาและเราจำได้แม่นคือ "ถึงอยู่ในช่วงสงคราม จักจั่นก็ยังคงร้อง ผีเสื้อก็ยังโบยบิน" เป็นประโยคที่บอกว่าความธรรมดาทุกอย่างยังมีอยู่และดำเนินไปของมัน แม้ว่าเรากำลังเผชิญกับเรื่องราวเลวร้ายแค่ไหน

    ขอให้สายตายังมองเห็นแง่มุมงดงามของโลกใบนี้ เป็นมุมเล็กๆ มุมเดียวที่เราได้อยู่กับคนรอบข้างอย่างปลอดภัย สบายใจ และมีพื้นที่ให้ได้เผลอจินตนาการว่ากำลังอยู่ในโลกความฝันของตัวเองบ้าง

    มันก็เป็นชีวิตที่ดีแล้วล่ะ

  15. anurak says:

    สุดยอดมากๆ บ่งงบอกมุมมองของคนธรรมดาที่มีต่อสงคราม และใช้ชีวิตภายในสงครามได้อย่างดี

  16. surasawasdi says:

    For "Anime", the film "In this Corner of the World" did reach the high worth; beautiful animation and more details that movies can't do, for example, the scenes of Kure gulf with Japanese naval battleships, especially the Yamato. The expression of Suzu's talent on drawing and water colour is so impressed by animation. however, I think the interpretation and expression didn't come out as the movies did. I mean it didn' t strike the audiences yet. I remember I did cry on watching "In this corner of the world" in movie version. It also made me remind to a Japanese film "Burmese Harp" (1956) directed by Kon Ichikawa. The latter can be interpreted as an against war film as same as In this Corner of the World but looks like a little more nationalism than "In this Corner of the World".
    (If you don't mind I would like to give my opinion that there are many good films in this festival that didn't come to Chiang Mai, for example, What a wonderful Family and Her Love Boils Bathwater etc. I really want to watch them if possible. For the next year Japanese Film Festival, could you please organize the full options in Chiang Mai as same as in Bangkok. I think many Japanese friends in Chiang Mai must think like me.

  17. sawetpatama says:

    โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบดูอะนิเมชั่น เรื่องนี้ยกให้เป็นหนังในดวงใจอีกเรื่องหนึ่งเลยค่ะ เป็นหนังที่ครบรสชาติชีวิตมนุษย์มาก ชอบการเล่าเรื่องที่กลมกลืน เป็นการซ้อนศิลปะในศิลปะอีกที เนื้อเรื่องสอดแทรกความเป็นวัฒนธรรม วิถีชีวิต ประเพณีการแต่งงานของชาวคุเระ การทำอาหาร การเก็บรักษาอาหาร ของชาวญี่ปุ่น ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้อะไรได้หลายๆ อย่าง ในทุกตอนของหนังคือทำให้เราได้ฉุกคิดอะไรเกี่ยวกับชีวิตของเราได้เยอะ แม้กระทั่งการอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งจากที่เราไม่เคยมีความรู้หรือสนใจเกี่ยวกับสงครามโลก ทำให้ต้องกลับมาหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมค่ะ ความรู้สึกหลังจากที่ดูคือชอบมาก อยากให้ใครหลายๆ คนได้ดูต่อ เป็นหนังที่ดีจริงๆ ค่ะ ขอบคุณที่นำหนังดีๆ มาให้ดูค่ะ 🙂

  18. Somjing Roongjang says:

    เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวของการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นได้ดีทั้งในแง่ ความสัมพันธ์ของคนในครอบครับทั้ง พ่อ แม่ และลูก และในแง่ของสามี-ภรรยา อีกทั้งทำให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม ที่พร้อมจะทำร้าย และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ได้แม้กระทั่ง "เด็ก" ที่เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ และไร้เดียงสา

  19. jearn says:

    เพราะเธอ ซึสึซัง ฉันจึงมองเห็น เกลียวคลื่นเป็นกระต่ายขาว และความทรงจำเป็นรสคาราเมล

    เมื่อครั้งที่ ความทรงจำไม่สามารถบันทึกเป็น ภาพถ่าย หรือภาพเคลื่อนไหว จำได้ไหม คุณทำอย่างไรเพื่อ จดจำมัน….บันทึกเป็นตัวหนังสือ และวาดรูปไงหละ คือสิ่งที่เราจะทำได้ สาวน้อยซึสึซัง ใช้พรสวรรค์การวาดภาพ เป็นถ้อยคำที่เธอใช้ บอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เสริมกับจินตนาการแต่งเติมเป็นเรื่องเล่า สุดขบขัน มีความสุขได้กับสิ่งเล็กๆน้อยๆ รอยยิ้มหาได้จาก การเก็บสาหร่ายริมทะเล ต้องการมากที่สุดก็แค่ ดินสอ ที่ใช้วาดรูป ปลดปล่อยจินตนาการ ในหัว ให้โลดแล่น … แต่แล้ว ชีวิตที่เรียบง่าย ความสนุก และความทรงจำวัยเด็ก ต้องสิ้นสุดลง เราอาจรู้สึกขัดใจอยู่ไม่น้อย กับชีวิตที่เหมือนไม่มีทางเลือกของเธอ ต้องน้อมรับในโชคชะตา ออกเรือน ในวัย 18 ปี กับ ชายหนุ่มที่เธอไม่เคยพบหน้า โฮโจ เสมียนประจำกองทัพเรือ ซึ่งแท้ที่จริงทั้ง 2 คน เคยเจอกันและมีเรื่องราวสุดประทับใจในวัยเด็ก ร่วมกัน ที่ฉันขอเรียกว่า ความทรงจำรสคาราเมลของซึสึซัง แล้วกัน ฉันอดสงสัย ไม่ได้ ว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่ามันจะเป็นชีวิตแต่งงานที่ดี รู้ได้อย่างไร ว่าครอบครัวสามี จะยอมรับในตัวเธอหรือไม่ เธอเองก็คงไม่มีทางรู้หรอก เธอรู้เพียงแค่ เมื่อเธอทำหน้าที่ภรรยาและสะใภ้ที่ดี เรียนรู้ที่จะวางใจในชีวิต เมื่อนั้น ก็ไม่มีอะไร ต้องกังวล

    ในช่วงภาวะสงครามที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ฉันชอบทัศนะคติ และ การมองโลกของเธอจัง ชอบที่เธอหาตำรับตำราวิธีหุงข้าว ให้ขึ้นหม้อ ให้ทุกคนได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ มีช่วงเวลาสุดโรแมนติกกับคนรัก เกี่ยงงอนกันตามประสาคู่รักวัยกระเตาะ และวิธีที่เธอเลือกปฏิบัติต่อรักแรกของเธอ เป็นครั้งสุดท้าย

    ในท้ายที่สุด แม้ภาพวาดของ ซึสึซัง จะเปลี่ยนไป พร้อมกับความสูญเสียของคนทั้งชาติ ฉันกลับเห็นความงดงามของชีวิต ที่คงเหลืออยู่ ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกเช่นนั้น จาก animation เรื่องนี้ แม้มันจะพรากวัยเยาว์ไปจากเรา ฉีกทึ้งชีวิตคนที่เรารัก และทำลายความทรงจำที่สวยงามทั้งชีวิตเราไป ขอเพียงเรายังเกาะกุมมือกันไว้ โอบอุ้มซึ่งกันและกัน ยืนหยัดเริ่มต้นใหม่ ไม่ยอมแพ้ในโชคชะตา ขอขอบคุณ เรื่องราว ณ มุมๆหนึ่งบนโลกใบนี้ In This Corner of the World กับผู้คนที่รายล้อมตัวเธอ ซึสึซัง

  20. ้HATHAICHANOK PHUSAMLEE says:

    ถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงคราม และความสูญเสีย แต่ภาพที่เป็น Animation สวยงาม น่าประทับใจ เพลงประกอบไพเราะ และในบางฉากทำให้ถึงกับรู้สึกเศร้าไปกับความโหดร้าย น่ากลัวของสงคราม ทำให้เรียนรู้ถึงความอดทน และไม่สิ้นหวังของคนญี่ปุ่นช่วงสงครามและหลังจากที่ต้องเป็นฝ่ายแพ้ แม้จะต้องเจอกับความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ แต่ยังคงมีจิตวิญญานในความรักชาติ และตั้งใจที่จะฟื้นฟูประเทศของตนขึ้นมาอีกด้วยความมุ่งมั่น และมีความหวัง

  21. kataguna says:

    In this corner of the world เป็นหนังที่เล่าเรื่องของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่ไปแต่งงานที่เมือง Kure เมืองที่เป็นเมืองของทหารเรือ ในช่วงเวลาที่มีสงครามโลกครั้งที่สอง ชอบเรื่องนี้มากๆเนื่องจากได้เห็นมุมมองและประสบการณ์ของผู้หญิงญี่ปุ่นธรรมดาคนหนึ่งที่ผ่านช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตัวละครตัวนี้แข้มแข็งมากๆ ทำให้ได้แรงบรรดาลใจในการไม่ย่อท้อต่อปัญหา เพราะปัญหาของผมนั้นดูเล็กไปเลย (โชคดีที่ผมเกิดมาในยุคที่สงครามสงบแล้ว)
    จุดที่ชอบตัวละครสึซึจังผ่านเหตุการณ์ต่างๆของเธอดังนี้
    1. สึซึมองเห็นเปลวเพลิงที่บ้านของตัวเองกำลังไฟไหม้ ผมคิดว่าเธอคงนึกถึงบ้านหลังอื่นที่ถูกไฟไหม้ทำให้ต้องอพยพไปที่อื่น ถึงแม้เธอจะลังเลเนื่องจากเธออาจจะอยากกลับบ้านที่ฮิโรชิมา (มีอยู่ฉากหนึ่งที่เธอเห็นนกกระสาที่ส่วนมากอยู่ที่บ้านเกิดเธอที่เมือง Kure ทำให้เธอวิ่งตามไปและเหมือนจะไล่ให้นกตัวนั้นกลับบ้านฮิโรชิมาไป ซึ่งเธอคิดว่าปลอดภัยกว่าในเมืองนี้) แต่สุดท้ายเธอเลือกที่จะดับเพลิงนั้น
    2. เป็นตัวละครที่ขยันทำเพื่อครอบครัวตัวเองให้อยู่รอดในยุคสงครามให้ได้ เธอไม่เพียงแต่รออาหารที่มีการนำมาแจกจ่ายเท่านั้น เนื่องจากยุคสมัยสงครามอาหารนั้นคลาดแคลนมาก เธอทั้งหาวิธีต่างๆเช่นนำมันฝรั่งมาทำเป็นข้าวต้มให้ปริมาณมากขึ้น หาวิธีหุงข้าวใหม่ๆให้พองโตขึ้น รวมถึงในการปลูกผักหรือทำนาเอง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าผิวของเธอคล้ำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    สงครามเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก คนๆหนึ่ง พรุ่งนี้สามารถหายไปได้เสมอ แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่ยอมแพ้ ทุกวันนี้สามาถกลับมาได้ สุดท้ายนี้หนังเรื่องนี้สอนให้ผมรู้ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเราตั้งใจและมองโลกในแง่ดีเราก็จะผ่านมันไปได้

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked

On the contents of the check, please send.

ページトップへ